วัดถ้ำผาปิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย บาป บุญ คุณ โทษ มีจริง นรก สวรรค์ มีจริงพระนิพพานมีจริง เหตุอย่างไรผลก็เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นมนุษย์รีบสร้างบารมี คือ ทำบุญ รักษาศีล ให้ทาน และภาวนาดีกว่าที่มาเป็นมนุษย์สมบัติพบพระพุทธศาสนาแล้ว ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป โดยเปล่าประโยชน์ จงสร้างบารมีอย่างเต็มที่ เหตุที่ไม่มีเวลาภาวนาเพราะภายในจิต ยังมีตัณหาอยู่จิตยังมีขึ้น มีลงอยู่ ไม่เห็นความบริสุทธิ์ และความปกติของจิต กิเลส ตัณหาดูดเอาไปหมด ให้เห็นอวัยวะของร่างกาย แปรปรวนอยู่เสมอ ด้วยไตรลักษณะ จิตจึงไม่ทะเยอทะยานจิตมี ความมัธยัสต์เป็นกลางเสมอ ไม่ติดในอามิสใดๆ ไม่ยึดติดในรัก และชัง ดังนั้นต้องใช้ปัญญาพิจารณาใจหนึ่ง พิจารณาอนุสัย ของจิตหนึ่ง เมื่อรู้เท่าทันใจ และรู้เท่าทันกัน ในอนุสัยแล้วก็สิ้นอาสวะเท่านั้น ธรรมะอยู่กับปัจจุบัน ไม่อยู่กับผู้ที่ตายไปแล้ว ไม่อยู่กับผู้ที่ยังไม่เกิด ไม่อยู่กับอดีต ไม่อยู่ในอนาคตรวมอยู่ ในปัจจุบันนั้นดี มาก ให้แก้จิตภาวนาในปัจจุบัน ภาวนาทำจิตให้เด็ดเดี่ยว ร่างกายประกอบไตรลักษณะเร่งความเพียรให้ลึกเข้าไปเพื่อประ โยชน์ในการดับอนุสัย ชำระกิเลสที่นอนกองอยู่ในใจ ให้อวิชชาออกไป เพื่อวิชชาเข้าแทน การทำสมถวิธี ทำวิปัสสนา วิธีต้องทำเรื่อย ๆ กว่าจะสิ้นกิเลส โดยไม่สำคัญตนว่า สำเร็จอย่างนั้นอย่างนี้ ปฏิบัติถึงผลที่สุด รู้เอง เห็นเองว่า เราสิ้นกิเลสแล้ว หรือ ยังแก้กิเลส อย่างละเอียดนั้น แก้ยาก แก้ความดี ติดความดีนั้นแก้ ยาก แก้กิเลสอย่างหยาบนั้น แก้ง่าย เพราะ แสดงเห็นตัวกิเลส แก้ความดี ติดความดีนั้นแก้ยาก เพราะ มีความสุขสงบเป็น ประจำ มีความยินดี สำคัญตนเป็นต่างๆ เป็นกิเลส อย่างละเอียด เป็นนามธรรม รูปธรรมเห็นได้ง่าย นามธรรมเห็นได้ยาก เห็นด้วยใจอย่างเดียว จะประหารได้ด้วยไตรลักษณ์อย่างเดียว เพื่อไม่ให้ติดต่อรูปธรรม กระทำด้วยอุคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต รวมทั้งสองประเภท ประหารด้วยวิปัสสนา ตัวปัญญาให้รู้แจ้ง รู้จริง เห็นจริง ตามสภาพธรรมทั้งปวง จึงจะสิ้นกิเลสได้ ให้ใช้กรรมฐานดวงเดียว อย่ากังวลในกรรมฐานแบบต่าง ๆ จะเป็นความลังเลสงสัย จิตจะไม่แน่นอน จิตไม่ สงบจะเป็นอุปสรรคของจิตตลอดกาล เมื่อจิตที่ฝึกมาดีแล้ว จนมีความชำนาญ จะบังคับจิต ให้สงบอยู่ได้ ตามต้องการทุกเวลาที่ต้องการสังขาร ทั้งหลายประกอบ ไปด้วยไตรลักษณะ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ อนิจจัง อนัตตา ในโลกนี้จะเอาความเที่ยงมาจากไหน เรื่องของโลกเป็นไปตามเรื่องของเขา ปั่นป่วน แปรปรวนอยู่เช่นนั้น แต่ไหนแต่ไรมา เพราะโลกไม่เที่ยง ไม่ควรเอาเรื่องเอาราวกับโลก รู้เรื่องแล้วก็วาง ไว้ตามสภาพของเรา ไม่ควรยึดถือว่าเป็นของดี เป็นของใช้ชั่วคราว พระอริยะเจ้าละกรรมอดีต ละกรรมอนาคต ทำความรู้ แจ้งในปัจจุบันไปนิพพานในปัจจุบัน ปฏิปทาความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นตัววิปัสสนาโดยตรง ที่จะกระทำให้ถึงวิโมกข์วิมุตติ ให้รู้เห็นร่างกายภายในให้ทั่ว จากนั้นให้ละวางความรู้ทั่วนั้น ประหารกิเลสโดยการไม่ยึดถืออะไรทั้งหมด เพราะ สังขารแปรปรวน ให้เห็นอยู่เสมอ และอยู่โดยอาศัยกรรมทรงชีพ เปลี่ยนสุข เปลี่ยนทุกข์เรื่อยไปไม่หยุดเห็นสังขาร แปรปรวนอยู่เช่นนั้น เห็นทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน ไม่ประมาทธรรมะบอก เหตุผลอยู่เรื่อยๆสว่างโล่ทั้งภาย ในภายนอกไม่เผลอ ไม่ประมาท มีสติเต็มที่ ใคร่ครวญในกาม ให้เห็นกามเป็นของไม่เที่ยง ให้เห็นเป็นปฏิกูล ให้เห็นเป็น ภัยอันใหญ่ ให้เห็นเป็นไตรลักษณะเกิดความเบื่อหน่าย ให้ภาวนาเห็นความเกิดดับของจิต ความเกิดดับของกายภาวนาให้ เห็น สังขาร เห็นเรื่องสังขาร เป็นความแปรปรวน ประกอบด้วยทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ใคร่ครวญอยู่ในอริยสัจของจริง และพร้อมกับละวางสังขาร ว่าเป็นเรื่องของสังขาร การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องของโลก บังคับบัญชาไม่ได้ ให้เอาไปแต่ ความบริสุทธิ์ของจิต เมื่อจิตเจริญพอแล้ว จะละวางสังขาร ทั้งปวง เพราะมันเป็นเรื่องหนัก เมื่อรู้แล้วปลงได้ว่า มันเป็นไปตามอริยสัจ ถ้าไม่รู้เป็นอันปลงไม่ได้ พระอริยเจ้า ท่านจะรู้ เรื่อง ของขันธ์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของเขา ท่านไม่ทุกข์ ด้วย จิตพระอรหันต์จึงไม่แปรปรวนเป็นอื่น เห็นโลก เป็นเรื่องกลับกลอก เพราะถือว่า สังขารนั้น ไม่เที่ยงอยู่แล้ว ดังนั้นควรหมั่นพิจารณากายให้มาก ไม่หลงว่างาม กิเลสทั้งหมดเกิดที่กาย ภาวนาให้ได้หลักของจิตเสียก่อน ค่อยๆพยายามไปเรื่อย ๆ อย่าทิ้งอิทธิบาท 4 และไตรลักษณ์ ค้นกายกับจิต เดินวิปัสสนาตรวจกายด้วยกำลัง ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เหนื่อยแล้วต้องพักสมาธิ จึงจะเป็นการปฏิบัติชอบ แต่อย่าหลงในสมาธิอย่างเดียว ติดสมาธิอย่าเชื่อปัญญาอย่างเดียวทำให้จิตฟุ้งซ่านเชื่อ วิโมกข์ วิมุตตาความหลุดพ้น ให้ละอดีตหนึ่ง อนาคตหนึ่ง อย่าให้วิ่งไปอดีต อนาคตปัจจุบัน ผสมผเสกัน จิตฟุ้งซ่าน จิตไม่ขลัง เพิกอดีต อนาคตแล้วนั้น ธรรมทั้งหลายจะได้มาประชุมกันในปัจจุบัน จิตสว่างการเจ็บป่วยเหมือนกัน เป็นเรื่องของ สังขาร ชาติทุกข์ ชราทุกข์ มรณทุกข์ มันเกิดขึ้นแล้วมันก็หายไป ไม่หายมันก็ตายเท่านั้นเอง การป่วยมันเป็นทุกข์ ก็ภาวนาให้รู้ทุกข์ ให้วางทุกข์ ให้เอาสุขนิพพานนั่นแหละ เป็นเอกของธรรมทั้งหลาย อย่าไปกังวลที่ ตัวสังขาร มันปรุงแต่ง อยู่ร่ำไป ไม่มีเวลาหยุด เมื่อเราพออริยสัจ เราไม่รับเอามาพิจารณา ก็เป็นอันที่แล้วไป ไม่มีสุขทุกข์ ฝังอยู่ในสันดาน ให้วางสุข วางทุกข์นั้น มีบุญก็ไม่เอา มีบาปก็ไม่เอา เอารู้สุข รู้ทุกข์ รู้บุญ รู้บาปเข้าสายกลางเป็นยอดแห่ง ความสุขเสมอไป สังขารเป็นของปลอม หลอกลวงให้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใครไม่รู้เท่าทัน ก็เวียนว่าย ตาย แก่ เจ็บอยู่ร่ำไปเพราะมันวางทุกข์ สุขไม่ได้ มันติดโลกสังขารอยู่ ให้รักษาจิตอย่างเดียว อะไรมันเกิดที่จิตทั้งหมด ดี - ชั่ว ไปสวรรค์ - นิพพาน ไปประกอบทุกข์ก็จิต เป็น เหตุ ให้รู้เท่าเหตุ จิตเป็นมหาเหตุทั้งนั้น จิตปัจจุบันเป็นที่ประชุมใหญ่ แก้ดวงจิตก็เป็นพอ เมื่อไม่ถือสังขาร หัวใจว่างนั้นแหละ เป็นตัวนิพพาน คัดย่อมาจากชีวประวัติและคำสอนของหลวงพ่อหลุย จนฺทสาโร













