Spirit of Buddha - พุทธคุณพระเครื่อง

บันทึกคติธรรม และธรรมเทศนาของ พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)

วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ "หลัก ธรรมที่แท้จริง คือจิต จิตของเราทุกคนนั่นแหละ คือ หลักธรรมสูงสุด ที่อยู่ในจิตใจของเรา นอกจากนั้น แล้วมันไม่มีหลักธรรมใดๆเลยขอให้เลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น จิตใจจิตก็จะเหลือแต่ความ บริสุทธิ์ซึ่งมีประจำอยู่แล้วในทุกคน" การละกิเลสจึงควรจะละที่จิต เพราะกิเลสทั้งหมด เกิดรวมอยู่ที่จิตให้เพ่งมองที่จิต อันไหนเกิดก่อนให้ละอันนั้นก่อน ทั้ง นี้เป็นไปตามหลักของอริยสัจสี่ ที่ว่า จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย ผลที่เกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์ จิตเห็นจิต เป็นมรรค ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ ดังนั้นจึงเป็นการสรุปได้อย่างหนึ่งว่า ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตเป็นสำคัญ ความสุข หรือ ความทุกข์ ก็เช่นกันเกิดจาก การยึดมั่นถือมั่นก็คือ เกิดจากจิตติดยึดกับมันนั่นเอง เมื่อใดที่เรามีปัญญา ขจัดตัวอวิชชา ความโง่เขลาได้แล้ว จิตก็เพียง จะรับรู้อารมณ์แต่ไม่ยึดติดกับมัน เป็นให้จิตเป็นอิสระจากสิ่งที่มากระทบทั้งปวงจึงกล่าวได้ว่าผลอันเกิดจากจิต เห็นจิตเป็น นิโรธ ก็คือ ทางแห่งความดับทุกข์นั่นเอง ส่วนการปฏิบัตินั้น เวลาภาวนา อย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึดความรู้ที่เราเรียนกับ ตำหรับตำรา หรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมด แล้วก็เวลาภาวนาไป ให้มันรู้ รู้จากจิตของเรา นั้นแหละ จิตของเราสงบ เราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มากๆเข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง ความรู้อะไรๆ ให้มันออกมาจากจิตของเรา "ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั้นแหละ เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั้นแหละดี คือจิตมัน สงบ" ทำจิตใจ ให้เกิดอารมณ์ อันเดียว อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง ให้จิตเป็น ผู้บริกรรม พุทโธ พุทโธ อยู่นั้นแหละ แล้วพุทโธนั้นแหละ จะพูดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จัก คำว่า พุทโธ นั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้เองเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย เป็นสิ่งที่อยู่เหนือคำพูด ทุกอย่างจะเห็น ได้ชัดว่า ผู้ปฏิบัติถึงขั้น หรือได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว จะไม่ค่อยแสดงตนให้ปรากฏเขาจะไม่พูดว่า เขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด การภาวนา จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นหัวใจทีเดียวที่จะทำให้หลุดพ้น อย่าบอกว่าไม่มีเวลา ถ้าเรามีเวลาสำหรับหายใจ เราก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา ของดีก็ต้องภาวนา เอาจึงจะได้ เมื่อภาวนาแล้วใจก็สงบ กายวาจาก็สงบ แล้วกายก็ดี วาจาใจก็ดี เราก็อยู่ดีมี สุขเท่านั้นเอง การแก้ไขความทุกข์ ความกลุ้มใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ ก็มีหลักอยู่ว่า อย่าส่งจิตออกนอก ทุกข์ต้องกำหนดรู้ เมื่อรู้ให้ละเสียไปไว้ มันทำไม หมายถึงให้รับรู้อารมณ์ความทุกข์ดังกล่าว แต่จิตของเราอย่าไปยึดมั่นถือมั่น ให้ยึดหลักในการ ปฏิบัติที่ว่า "การไม่กังวล การไม่ยึดถือนั้นแหละที่เรียกว่า วิหารธรรมของนักปฏิบัติ" และก็มีอยู่อย่างมาก ที่นักปฏิบัติชอบพูดถึง คือ ชอบโจษขานกันว่า นั่งภาวนาแล้วเห็นอะไรบ้างปรากฏอะไร มาบ้าง หรือไม่ ก็ว่า ตนนั่งภาวนามานานแล้ว ไม่เคยเห็นปรากฏอะไรออกมาบ้างเลย หรือไม่บางคนก็ว่าตน ได้ เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยู่เสมอ ทำให้บางคน เข้าใจผิดคิดว่าภาวนาแล้ว ตนจะได้เห็น สิ่งที่ต้องการเป็นต้นซึ่ง การปรารถนาเช่นนั้นผิดหมด เพราะการภาวนา นั้น เพื่อให้เข้าถึงหลักธรรมที่แท้จริง "หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือ จิตให้กำหนดดูจิตให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจจิตตัวเอง ได้ลึกซึ้งแล้วนั้นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม" การปฏิบัติสมาธิก็เหมือนกันจะให้ได้ผลเร็วช้าเท่าเทียมกันเป็นไปไม่ได้บางคนได้ผลเร็วบางคนก็ช้าหรือยังไม่ได้ผลลิ้มรส แห่งความสงบเลยก็มี แต่ก็ไม่ควรท้อถอย ก็ชื่อว่า เป็นผู้ได้ประกอบความเพียรทางใจ ย่อมเป็นบุญ เป็นกุศลชั้นสูงต่อจาก การบริจาคทานรักษาศีล การที่นั่งแล้วจิตไม่เคยสงบ แส่ออกไปข้างนอกอยู่เลย อาจจะแก้ด้วยการ ไม่ควรให้มันออกไปไกล ใช้สติระลึกไปแต่ในกายนี้ ดูให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภสัญญา หาสาระแก่นสารไม่ได้ เมื่อจิตมองเห็นชัดแล้ว จิตก็เกิด ความสลดสังเวช เกิดนิพพิทา ความหน่าย คลายกำหนัด ย่อมตัดอุปทานขันธ์ได้เช่นเดียวกัน และ ก็อีกเรื่องหนึ่งสำหรับผู้สนใจ ในการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนาแล้ว มีความงงงวยสงสัยอย่างยิ่งในทางปฏิบัติโดย เฉพาะผู้เริ่ม ต้นสนใจ เนื่องจากคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาแนะแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน ยิ่งกว่านั้น แทนที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจโดยความเป็น ธรรม ก็กลับทำเหมือนไม่อยากจะยอมรับคณาจารย์อื่น สำนักอื่นว่า เป็นการถูกต้อง หรือถึงขั้นดูหมิ่นสำนักอื่นไปแล้วก็เคย มีไม่น้อย ซึ่งจริงๆ แล้ว "การเริ่มต้น ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น จะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผลมันเป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติ ไว้หลายแนวนั้น เพราะจริตของคนไม่เหมือนกันจึงต้องมีวัตถุ สี แสง และคำสำหรับบริกรรม เช่น พุทโธ อรหัง เป็นต้น เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่ง ให้จิตรวมอยู่ก่อน เมื่อจิตรวมสงบ แล้วคำบริกรรมนั้น ก็หลุดหายไปเอง แล้วก็ถึงรอยเดียวกันคือ มีวิมุต เป็นแก่นมีปัญญาเป็นยิ่ง" ส่วนอีกลักษณะหนึ่งก็คือ ผู้ที่มีอาจารย์แนะนำดีแล้ว ได้ข้อปฏิบัติถูกต้องดีแล้วแต่ก็ไม่ได้ตั้งใจทำ อย่างจริงจัง มีความเพียรต่ำ ขณะเดียวกันก็ชอบเที่ยว แสวงหาอาจารย์ ไปในสำนักต่าง ๆ ได้ยินว่า สำนักไหนดี ก็ไปทุกแห่ง ซึ่งลักษณะนี้ มีอยู่อย่างมาก ตามความเป็นจริงนั้น การไปหลายสำนักหลายอาจารย์จะทำให้ การปฏิบัติไม่ได้ผล เพราะการเดินทางหลาย สำนักนี้คล้ายกับ การเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ไปเรื่อย เราก็ไม่ได้หลักธรรมที่แน่นอน บางทีก็เกิดความลังเลงวยงง จิตก็ไม่มั่นคง การปฏิบัติก็เสื่อม ไม่เจริญคืบหน้าต่อไป สำหรับผู้ที่ใจไม่สงบนั้น ก็มีข้อแนะนำเหมือนกันว่า "ที่ใจไม่สงบนั้น ก็ให้รู้ว่ามันไม่สงบ และก็เมื่อมันไม่สงบจริง อยากจะทำให้สงบ ก็เป็นข้อพลาดของมันนั่นคือ เพราะอยากสงบมันจึงไม่สงบ ขอให้พยายามภาวนาเรื่อยๆไปเถอะสักวัน หนึ่งก็จะได้สงบตามต้องการ" ซึ่งก็มีนักปฏิบัติหลายคนเจอปัญหานี้ พยายามหยุดคิด หยุดนึกตามที่สอน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จสักที ซ้ำยังเกิดผลตามมาคือ ความอึดอัดแน่นใจ สมองมึนงง ก็เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วก็คือ "มันแสดงถึงความผิดพลาดอยู่ในตัวเพราะ บอกให้หยุดคิด หยุดนึก ก็กลับไปคิดที่จะหยุดคิด เสียอีกเล่าแล้ว อาการหยุดจะอุบัติขึ้นได้อย่างไร วิธีแก้ก็คือจงกำจัดอวิชชาแห่งความหยุดคิด หยุดนึกเสียให้สิ้น เลิกล้มความ คิดที่จะหยุดคิด หยุดนึกเสียให้สิ้น เลิกล้มความคิดที่จะหยุดคิดเสียก็สิ้นเรื่อง" "และก็ไม่ควรที่จะยึดติด กับความสุขจากสมาธิ เพราะถึงแม้ว่า ความสุขในสมาธิมันสุขจริงๆ จะเอาอะไรมาเปรียบไม่ได้ แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น มันก็ได้ แค่นั้นแหละ ยังไม่เกิดปัญญา อริยมรรค ที่จะตัดภพชาติ ตัณหาอุปทานได้ ให้ละสุขนั้นเสียก่อน แล้วพิจารณาขันธ์ห้า ให้แจ่มแจ้งต่อไป" และ ก็ควรมุ่งปฏิบัติ เพื่อสำรวม เพื่อความละ เพื่อคลายความกำหนัด ยินดี เพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเห็น สวรรค์วิมาน หรือ แม้พระนิพพาน ก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะเห็นทั้งนั้น ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่อยากเห็นอะไร เพราะนิพพานมันเป็นของว่าง ไม่มีตัวมีตน หาที่ตั้งไม่มี หาที่เปรีบยไม่ได้ ปฏิบัติไปจึงจะรู้เอง แต่ก็มีคนอีกประเภทหนึ่ง ที่ยังลังเล เสียดายในความสนุกเพลิดเพลินแบบโลกล้วน จนไม่อยากจะมาปฏิบัติธรรม ความคิด ดังกล่าวต้องใช้ปัญญาคิดว่า "ขอให้จงสำรวจดูความสุขว่าตรงไหนที่ตนเห็นว่า มันสุขที่สุดในชีวิต ครั้นสำรวจดูแล้ว มันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยรู้ เคยพบมาแล้วนั้นเอง ทำไมจึงไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มีโลกนี้ มีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซ้ำๆซากๆอยู่แค่นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ร่ำไป มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้นปลอดภัยกว่านั้น พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย เพื่อแสวงหาความสุข อันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส เป็นความสุขที่ปลอดภัยหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย" เมื่อรู้แจ้งเห็นแจ้งแล้วว่า โลกนี้ ไม่มีอะไร จะน่ายึดมั่นถือมั่น แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ความสุข มันก็เพียงแค่นั้น ซ้ำซากจำเจๆ ไม่ได้ทำให้ชีวิตก้าวไป ในจุดที่ดีขึ้นแม้แต่น้อย เมื่อรู้แบบนั้นแล้ว ก็ควรจะเร่งปฏิบัติเพื่อให้พ้น ทุกข์หมดสิ้น จากการเวียน ว่ายตายเกิด ในวัฏฏสงสารนั้นเสียที ด้วยการนั่งสมาธิภาวนา ให้จิตใจสงบ แต่ก็ต้องระวังประการหนึ่ง คือ แม้ว่าจะทำความ สงบให้เกิดขึ้นได้ และ พยายามรักษาจิต ให้ดำรงอยู่ในความสงบนั้น ด้วยดีก็ตาม แต่เมื่อกระทบอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง กับสิ่งภายนอกจิตก็มักจะสูญเสียสถานะ ที่พยายามธำรงไว้นั้น มีวิธีแก้ก็คือ "แสดงว่า สมาธิของตน ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ถ้าเป็นอารมณ์แรงกล้าเป็นพิเศษโดยเฉพาะอารมณ์ ที่เป็นจุดอ่อนของเราแล้ว ต้องแก้ด้วยวิปัสสนาวิธี จงเริ่มต้นด้วยการพิจารณา สภาวธรรมที่หยาบที่สุด คือ การแยกให้ละเอียดพิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ขยับถึงพิจารณาธรรม อะไรก็ได้ทีละคู่ เช่น ความดำ ความขาว ความมืด - ความสว่าง เป็นต้น จากนั้นจึงหยุดความคิด ทั้งปวงเสียแล้วปล่อยจิตให้ตั้งอยู่บนความไม่มีอะไรเลย" นิมิตทั้งหลายแหล่ก็เหมือนกัน ยังเป็นของภายนอกทั้งหมด จะเอามาทำอะไรไม่ได้ ถ้าติดอยู่ในนิมิตนั้น ก็ยังอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไปอีกนิมิตบางอย่าง มันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้น มันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละง่ายๆ ก็คืออย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น " ให้ดูผู้เห็นแล้ว สิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้น ก็จะหายไปเอง" เพราะที่เห็น นั้นเขาเห็นจริงแต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่จริง ดังนั้น เราจะไปยึดนิมิตดังกล่าว จะเกิดประโยชน์อะไร ทำให้การปฏิบัติ ไม่ได้ผลก้าวหน้า เท่าที่ควรจะได้ เพราะจะทำให้ ติดสุขเพียงแค่นั้นไม่ไปถึงไหนเนื่องจาก สิ่งที่ปรากฏให้เห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกอยู่ทั้งสิ้น จำนำเอามา เป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก ในที่สุดเมื่อมาถึงตรงนี้ ก็พอจะมีข้อสรุปของแนวทางปฏิบัติ ให้วินิจฉัยได้ว่า พระอริยเจ้านั้นท่านจะให้ความ สำคัญในเรื่อง จิตมาก โดยจะเน้นให้ดูจิตที่จิต อย่าส่งจิตออกนอก เพราะเมื่อแยกพันธะแห่งความเกี่ยวเนื่อง จิตกับสรระสิ่งทั้งปวงได้แล้ว จิตก็หมดพันธะกับเรื่อง โศก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จะดี หรือ เลว มันขึ้นอยู่ กับจิตที่ออกไปปรุงแต่งทั้งนั้น แล้วจิตที่ขาด ปัญญาย่อมเข้าใจผิด เมื่อเข้าใจผิดก็หลงอยู่ภายใต้อำนาจของเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ทั้งทางกายและทางใจ อันโทษทัณฑ์ ทางกาย อาจมีคนอื่นช่วยปลดปล่อยได้บ้างส่วน โทษทางใจ มีกิเลสตัณหา มาเป็นเครื่องเร่งรัดไว้นั้น ต้องรู้จักปลดปล่อยตน ด้วยตนเอง ซึ่ง "พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านพ้นแล้วจากโทษทั้งสองทาง ความทุกข์จึงครอบงำไม่ได้" ส่วนเรื่องสมบัติทางโลกก็เหมือนกัน พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านพยายามดำเนินตน เพื่ออกจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดไปสู่สภา วะแห่งความไม่มีอะไรเลยเพราะว่า "ในทางโลกนั้นมีสิ่งที่มี ส่วนในทางธรรมมีสิ่งที่ไม่มี" และอีกประการหนึ่ง จิตที่พ้นจากอารมณ์ ขาดจากการปรุงแต่แล้วทุกข์ก็อาศัยอยู่ไม่ได้ เรื่องอารมณ์นั้น พระอริยเจ้ายังมีอารมณ์อยู่ แต่ท่านไม่เอามัน ความทุกข์ จึงเข้าครอบงำไม่ได้ การตัดอารมณ์ต่างๆ ก็เช่นกัน "ไม่มีใครตัดได้ขาด มีแต่รู้ทันเมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง" กล่าวได้ว่าที่สุดแห่งสัจจธรรมหรือที่สุดแห่งทุกข์ นั้นก็คือ ความว่างเปล่านั้นเองเพราะทุกอย่างในโลก เป็นของจอมปลอมทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร หาสาระอะไรได้เลย มีแต่ความไม่แน่นอน จะยึดถืออะไรได้ ดังนั้น การไม่ยึดมั่นถือมั่นปล่อยวาง จึงเป็นทางพ้นทุกข์ได้จริง และ ด้วยการตั้งใจปฏิบัติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องอ่านมาก เพราะถ้าอ่านมาก ก็จะมีวิตกวิจารณ์มาก เป็นผลเสียเปล่าๆ "ให้ดูจิตของตัวเอง ปฏิบัติที่จิต เมื่อเข้าใจจิต แล้วอย่างอื่นก็เข้าใจได้เอง" "การจะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อรู้จิตหนึ่ง และเมื่อถึงที่สุด เมื่อธุระมันหมดแล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องพูดอะไรอีก" คำสอนทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น เป็นเพียงอุบาย ให้คนทั้งหลาย หันมาดูจิตนั้นเอง คำสอนของพระพุทธ องค์มีมากมาย ก็เพราะกิเลสมีมาก แต่ทางดับทุกข์ได้ มีทางเดียว คือ พระนิพพาน การที่เรามีโอกาส ปฏิบัติ ธรรมที่ถูกทางเช่นนี้ มีน้อยนัก หากปล่อยโอกาสให้ผ่านไป เราจะหมดโอกาสพ้นทุกข์ ได้ทันในชาตินี้ แล้วจะ ต้องหลงอยู่ในความเห็นผิด อีกนานแสนนาน เพื่อจะพบธรรมอันเดียวกันนี้ ดังนั้น เมื่อเราเกิดมาพบพระพุทธ ศาสนาแล้ว รีบปฏิบัติให้หลุดพ้นเสีย มิฉะนั้นจะเสียโอกาสอันดีนี้ไป เพราะว่าเมื่อสัจจธรรมถูกลืมความมืดมน ย่อมครอบงำปวงสัตว์ให้อยู่ในกองทุกข์สิ้นกาลนาน ปัญญาภายนอก คือ ปัญญาสมมติ ไม่ทำให้จิตแจ้งในพระนิพพานได้ ต้องอาศัยปัญญา อริยมรรค จึงจะเข้า ถึงพระนิพพาน ได้ "จิตที่แจ้งในอริยมรรคเท่านั้นจึงเป็นไปเพื่อการตรัสรู้จริง ตรัสรู้ยิ่ง ตรัสรู้ พร้อมเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เป็นไปเพื่อนิพพาน" ดังนั้น เมื่อใช้ปัญญากันทางธรรมแล้ว "บุคคลจึงไม่ควรเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์ ถึงสิ่งภายนอกทั้งหลาย ที่มันผ่าน พ้นไปแล้ว มันหมดไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้นมันได้ทำหน้าที่ ของมันอย่างถูกต้องโดยสมบูรณ์ที่สุดแล้ว" วิธีแก้ไขความทุกข์ ที่เกิดจากอารมณ์ภายนอก ที่กระทบก็คือ "อย่าให้จิตแล่น ไปสู่อารมณ์ภายนอก ถ้าเผลอเมื่อรู้ตัวให้รีบดึงกลับมา อย่าปล่อยให้มันรู้อารมณ์ดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ไม่คล้อยตามและไม่หักหาญ" ให้คิดว่าสิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป นี่มันเป็นธรรมดาของโลกจะเอา มายึดถือเป็นจริงจังตลอดไม่ได้ นั้นคือให้ค้นหาจิต อย่างเดียว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจากจิต การจะรู้อะไรที่เราสงสัย ก็ให้ดูที่จิตเช่นกัน การดับทุกข์ ต้องดับที่จิตอีกนั่น แหละ "เมื่อถึงเวลาที่เราจะตายก็ให้ ทำจิตเป็นหนึ่งแล้วหยุดเพ่งปล่อยวางทั้งหมด" (หมายถึงออกฌานดับพร้อม) "จิตของพระอริยเจ้าจึงเป็นกิริยาที่จิตยิ้มเอง โดยปราศจากเจตนาที่จะยิ้ม ซึ่งจะเกิดในจิตของเหล่าพระอริยะเจ้าเท่านั้น ไม่มีในสามัญชน เพราะพ้นเหตุปัจจัย แห่งการปรุงแต่งแล้ว เป็นอิสระด้วยตัวมันเอง" ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น จึงไม่ต้องคำนึงถึงชาติหน้า ชาติหลัง หรือ นรกสวรรค์อะไรก็ได้ ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรงศีล สมาธิปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์ มีจริงถึง 16 ชั้น ตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ก็ย่อมได้เลื่อนฐานะ ของตนเอง โดยลำดับ หรือ ถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ "การฟังจากคนอื่น การค้นคว้าจากตำราไม่อาจแก้ข้อสงสัยได้ ต้องเพียรปฏิบัติทำวิปัสสนาญาณ ให้แจ้งความสงสัย ก็หมดไปเองโดยสิ้นเชิง" ดังนั้นมีเวลาเมื่อไร ให้ปฏิบัติเมื่อนั้น เพราะ " การฝึกจิต การพิจารณาจิตเป็น วิธีลัดที่สุด" "ที่จริงแล้วพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านไม่ได้รู้อะไรมากมายเลย เพียงแต่เจริญจิตให้รู้แจ้งในขันธ์ห้าแทงตลอด ในปฏิจจสมุปบาท หยุดการปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาจิต มันก็จบแค่นี้ เหลือแต่บริสุทธิ์ สะอาดสว่างว่าง มหาสุญญตาว่างมหาศาล" และตัวรู้ (สัญญา) ก็คือ เป็นปกติของจิตที่ "ว่าง สว่าง บริสุทธิ์ หยุดการปรุงแต่ง หยุดการแสวงหา หยุดกิริยาของจิตไม่มีอะเลย ไม่ยึดถืออะไรสักอย่าง" สิ่งสำคัญเมื่อ "ถึงคราวตายต้องตายให้เป็น ต้องตัดสินใจว่า ถึงยังไงก็จะตาย แน่แล้วไม่วิตกทุกข์ร้อน หวั่นกลัว ก็ไม่มีประโยชน์ จากนั้น ต้องสำรวมจิตใจให้สงบเป็นหนึ่ง แล้วก็หยุดเพ่งปล่อยวางทั้งหมด สุคติก็เป็นอันหวัง ได้แน่นอน ถ้ายังไม่ถึงที่สุด ทุกข์ในตอนนั้น หากกำลังเพียงพอก็อาจหมดปัญหาได้เลย" กล่าวสรุปเน้นให้ชัดเจนว่า "จิตเป็นสภาพรับรู้อารมณ์ ตราบใดที่มีจิต การรับรู้อารมณ์ ก็ย่อมมี เป็นธรรมดาโดย ไม่ต้องสงสัย ดังนั้นบุคคลธรรมดารับรู้อารมณ์อย่างไร พระอรหันต์ ก็ต้องรับรู้อารมณ์อย่างนั้น และการรับรู้อารมณ์ของท่านน่าจะเป็นไปด้วยดี ยิ่งเสียกว่า คนธรรมดาสามัญด้วยซ้ำ เพราะจิตของท่าน ไม่มีเมฆหมอก คือ กิเลสปกคลุมอยู่ อันจะทำให้ความสามารถรับรู้อารมณ์ลดลง ดังนั้นการกล่าวหาว่าพระอรหันต์ไม่รับรู้อะไรไม่ ยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งนั้น จึงไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน" ส่วนการที่ท่าน หมดความยึดมั่นถือมั่น โดยสิ้นเชิงนั้น ย่อมหมายความว่า แม้กระทั่งความไม่ยึดมั่น สิ่งหนึ่ง สิ่งใดก็ย่อมไม่ มีแก่ท่าน กล่าวคือ ท่านหมดทั้งความยึดมั่นถือมั่น และความไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีทั้งความพอใจในสิ่งใด ทั้งความรังเกียจในสิ่งใด ตัวนี้จึงเรียกว่า "โดยสิ้นเชิง" ได้ จิตของท่านจึงลอยเด่นเหมือนความดึงดูด และผลักดันต่อสรรพสิ่งเป็นอิสระชั่วนิรันดร" อย่าพยายามคิดว่า พระอริยะบุคคล ไม่ว่าในลำดับใด เป็นบุคคลที่มีอะไรผิดแปลกไปจากคนธรรมดาสามัญ ท่านมีอะไรทุก อย่างเหมือนๆ กับคนธรรมดาสามัญ ทั้งร่างกาย และ จิตใจ หรือ ถ้าจะว่าให้ถูก ท่านเสียอีก เป็นธรรมดาสามัญ ปุถุชนต่าง หาก ที่มีอะไรผิดธรรมดา วิปริตไปด้วยการปรุงแต่ง ของกิเลสตัณหา อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ พระอรหันต์ท่าน เป็นปกติธรรม ดา พ้นจากการปรุงแต่ง จึงอยู่อย่างไม่มีทุกข์ พระอริยบุคคล ที่รองๆ ลงมา ก็มีการดำรงอยู่ อย่างมีทุกข์มากขึ้นตามลำดับ และ กำลังดำเนินไปสู่การดำรงอยู่ อย่างไม่มีทุกข์ต่อไป ก็แลการดำรงอยู่อย่างไม่มีทุกข์ ก็ย่อมเป็นยอดปรารถนา ของสัตว์ โลกทั้งมวล วิธีดับทุกข์ ก็แก้ด้วยการธำรงจิต ให้ถูกต้องจะทำให้เห็น และเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ตามที่เป็นจริงแล้ว จิตใจก็จะสมบูรณ์ด้วยปัญญา สามารถรู้เท่าทัน เหตุปัจจัยทั้งหลาย ที่เคยปรุงแต่งให้หลงโง่เขลา ก็จะถูกขัดเกลาให้หมดไป บุคคลนั้นๆ ก็จะดำรงอยู่อย่างเป็นสุข ปราศจากความทุกข์ทางวิญญาณโดยสิ้นเชิง เมื่อเราสามารถธำรงจิตได้ถูกต้อง เราย่อมดำรงชีวิต อยู่ท่ามกลางสรรพสิ่ง ได้อย่างสบาย สรรพสิ่งทั้งหลาย ที่ครั้งหนึ่งเคย เป็นปฏิปักษ์ ชักนำให้ทุกข์เกิดแก่เรา ก็จะกลับกลายมาเป็นมิตร มาเป็นเครื่องอำนวยประโยชน์สุขให้แก่เรา เพราะเหตุว่า แท้จริงนั้น "สรรพสิ่งหาได้ เป็นเหตุแห่งทุกข์ไม่ ความหลงผิดต่างหาก ที่เป็นตัวการ" เมื่อ ความหลงผิด ถูกกำจัด สูญสิ้นไป เพราะ การรู้เท่าทัน ทุกสิ่งทุกอย่าง ตามที่เป็นจริง การปรุงแต่งให้จิตหลงผิดซ้ำ ๆ ซ้อน ๆ ก็สลายตัวลงอย่างราบ คาบ สันติสุขถาวรย่อมดำรงอยู่ชั่วนิรันดร ท้ายสุดนี่เองหัวใจของการดับทุกข์ ก็ไม่มีอะไรมากกว่าในข้อที่ว่า "พระพุทธเจ้าพระองค์ไม่ได้เข้าสู่นิพพานในฌาณ สมบัติอะไรที่ไหนหรอก เมื่อพระองค์ออกจากจตุตถฌานแล้ว จิตขันธ์หรือนามขันธ์ก็ดับพร้อมไม่มีอะไรเหลือ นั้นคือ พระองค์ดับเวทนาขันธ์ ในภาวะจิตตื่น หรือวิถีจิต อันเป็นปกติของมนุษย์ ครบพร้อมทั้งสติและสัมปชัญญะ ไม่ถูกภาวะอื่นใด มาครอบงำอำพราง ให้หลงใหลใดๆทั้งสิ้น เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์ ภาวะอัน นั้นจะเรียกว่า มหาสุญญตาหรือจักวาฬเดิม หรือเรียกว่า พระนิพพาน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้เราปฏิบัติมาเพื่อ เข้าถึงภาวะอันนั้นเอง" คัดลอกมาจากหนังสือ "หลวงปู่ฝากไว้" ของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)

ไทย